12 เครื่องมือที่จะติดปีกให้กับ Social Media ของคุณ (มีทั้งฟรี และเสียเงิน)

ในวินาทีนี้ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า Social Media เป็นเครื่องมือที่จำเป็น และทรงพลังมากๆ ในการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ (รู้นะว่ากำลังพยักหน้าอยู่ เพราะว่าถ้าคุณไม่เห็นด้วย คุณก็คงไม่ได้มานั่งอ่านบทความนี้อยู่แน่ๆ)

แต่คุณเคยถามตัวเองไหมครับว่า คุณใช้เวลาไปกับมันมากแค่ไหน? แล้วผลที่ได้กลับมามันคุ้มค่ารึเปล่า?

ไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นอะไร มันมีวิธีพัฒนาให้ดีขึ้นได้อยู่เสมอครับ : )

วันนี้ผมมีเครื่องมือเจ๋งๆ ที่จะติดปีกให้กับคุณบนโลกแห่ง Social Media มาแนะนำ

ผมสัญญาเลยว่า ถ้าคุณเลือกเครื่องมือในเครื่องมือหนึ่งในนี้ไปเป็นผู้ช่วยของคุณ คุณจะ

  • ชีวิตดี๊ดีขึ้นอีกเยอะ เพราะคุณจะใช้เวลากับการจัดการ Social Media น้อยลง แต่ได้งานมากขึ้น
  • สามารถทำในสิ่งที่คุณไม่สามารถทำบน Facebook, LINE, Twitter หรือ Social Media อื่นๆ ได้
  • ประหยัดเงิน

Shifu แนะนำ

ผมเป็นคนคนหนึ่งที่ชอบใช้เครื่องมือต่างๆ มาก เพราะถ้าผมสามารถเลือกเครื่องมือที่ดี/ที่ถูกต้องมาใช้ มันจะทำให้ผมได้สิ่งที่มีค่าที่สุดเพิ่มขึ้นมา ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ เวลา

ถ้าเครื่องมือตัวนั้นทั้งดี และฟรี ผมจะ Bookmark เก็บไว้ไม่ให้ห่างตัว

แต่ถ้าเครื่องมือนั้นดี แต่ว่าต้องเสียเงิน ผมจะมีวิธีตัดสินใจง่ายๆ แบบนี้ครับ ผมจะลองคำนวณดูคร่าวๆ ว่าถ้าผมซื้อเครื่องมือตัวนี้มาใช้ มันจะคุ้มค่ากับเวลาที่ผมได้มารึเปล่า เช่นในตอนนี้ผมใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า Buffer อยู่ (ราคาประมาณ 360 บาทต่อเดือน) และจากการคำนวณคร่าวๆ ถ้าผมยอมจ่ายราคานี้ทุกเดือน มันจะทำให้ผมประหยัดเวลาไปได้อย่างน้อยๆ 3-4 ชั่วโมงต่อเดือน ซึ่งผมมองว่ามันคุ้มค่ากับการที่จ่ายออกไป 360 บาทเพื่อแลกกับเวลาที่ได้กลับคืนมา 3-4 ชั่วโมงครับ

อ่านเพิ่มเติม: วิธีตามไปหลอกหลอนลูกค้าที่เข้าเว็บไซต์ด้วย Facebook Remarketing

วิธีในการเลือกเครื่องมือสำหรับจัดการ Social Media

ในตอนแรกที่ผลนั่งลิสต์ออกมานั้น มีเครื่องมือที่ผมอยากเขียนถึงกว่า 30 ตัว แค่คิดไปคิดมาแล้วมันน่าจะเยอะเกินไป กลัวจะอ่านกันไม่ไหว (กลัวเขียนไม่ไหวด้วยแหละ ฮ่าๆ) เพราะฉะนั้นผมเลยคัดแต่ตัวเด็ดๆ มาให้เหลือ 12 ตัว เครื่องมือที่อยู่ในบทความนี้เป็นเครื่องที่ผมคิดว่าไม่ซับซ้อน ราคาไม่แพงจนเกินไป และเหมาะสมกับการใช้งานของคนไทยที่จะเน้น Facebook, Instagram และ LINE เป็นหลัก

เครื่องมือบางตัวในบทความนี้เป็นตัวที่ผมหลงรักมันมาก และก็ใช้มันอยู่เกือบจะทุกวัน หลายๆ ตัวเป็นตัวที่ผมเคยลองใช้มาแล้ว และมันดีมากๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่คู่แท้ผม เพราะผมไม่ได้ต้องการเครื่องมือที่ดีที่สุด แต่ผมต้องการเครื่องมือที่เข้ากับผมได้ดีที่สุด ก็เลยเป็นอันต้องเลิกรากันไป

ผมจะพยายามอธิบายจุดเด่น จุดด้อยของแต่ละตัวให้กระชับที่สุดนะ แล้วคุณก็ลองดูว่าตัวไหนจะเหมาะกับธุรกิจของคุณบ้าง : )

Shifu แนะนำ

ผมมี eBook “36 เครื่องมือ + 6 เว็บไซต์ที่จะติดปีกให้กับ Social Media ของคุณ” มาแจกให้คุณด้วยครับ สามารถเข้าไปโหลดได้ที่นี่เลย

12 เครื่องมือที่จะช่วยติดปีกให้กับ Social Media ของคุณ

Social Media Management Tools

มี Social Media หลายตัว? ไม่ต้องห่วง! ใช้เครื่องมือพวกนี้แล้วรับรองว่าเอาอยู่!

1. Buffer

Buffer Homepage

ผมขอเริ่มตัวแรกด้วยตัวที่ใช้อยู่ และเป็นตัวที่ผมชอบที่สุดแล้วกันนะครับ

Buffer เป็นหนึ่งในเครื่องมือจัดการ Social Media ที่มีคนรู้จักมากที่สุดในโลก จริงๆ แล้วผมไม่สามารถเรียก Buffer ว่าเป็น Social Media Management Tool ได้อย่างเต็มปากสักเท่าไหร่ เพราะว่าสิ่งที่ Buffer โฟกัสนั้นมีอยู่แค่อย่างเดียวก็คือการทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าสามารถ Publish โพสต์บน Facebook, Twitter, Google+, Linkedin, Pinterest และล่าสุดคือ Instagram ของตัวเองได้ง่าย เร็วและดีที่สุด เพราะฉะนั้นแล้วมันน่าจะถูกเรียกว่า Social Media Publishing Tool ซะมากกว่า

และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ผมชอบ Buffer มากๆ เพราะว่ามันโฟกัสสุดๆ แบบไม่มีแตกแถว อะไรที่ไม่ใช่จุดแข็ง หรือจุดโฟกัส Buffer เลือกที่จะเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นๆ แทนที่จะมาเสียเวลาทำเอง ซึ่งถ้าเทียบกับเจ้าอื่นๆ ในแง่ Publishing แล้ว ผมคิดว่า Buffer ทำออกมาได้ดีที่สุดครับ ถ้าอยากรู้ว่า Buffer เจ๋งยังไง/ทำอะไรได้บ้าง สามารถดูได้จากบทความนี้เลยครับ

ส่วนข้อด้อยของมันก็คือเรื่องราคาครับ ดูเผินๆ อาจจะดูเหมือนถูก แต่ถ้าเทียบกับเจ้าอื่นๆ ที่สามารถทำอะไรได้หลากหลายกว่าในราคาที่ไม่ต่างกันมากจึงทำให้ราคาสูงไปนิดนึงครับเมื่อเทียบกับสิ่งที่มันทำได้ และถ้ากลุ่มลูกค้าเราเป็นคนไทย ประเทศไทย ตัวที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็น Facebook กับ Instagram (และ LINE อีกตัวหนึ่ง) ซึ่งอาจจะทำให้เราไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก Buffer ได้อย่างเต็มที่ เลยอาจจะไม่คุ้มจ่าย (ต่างประเทศใช้ Twitter กับ Pinterest รวมถึง Social อื่นๆ กันหนักมาก)

ราคา: เริ่มต้นฟรี (มีได้แค่ 1 Profile ต่อ 1 Social Media และตั้งเวลาโพสต์ได้ไม่เกิน 10 โพสต์)

2. Coschedule

Coschedule Hompage

ผมเชื่อว่าน้อยคนมากที่จะเคยได้ยินชื่อของ Coschedule เพราะว่ามันเป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างเฉพาะทางที่เหมาะสำหรับ Blogger, Marketer และ Publisher ที่สร้างคอนเทนต์จำนวนมหาศาล

ซึ่งตัว Coschedule นั้นจะเชื่อมต่อเข้ากับ WordPress, Evernote, Google Docs และ Social Media (Facebook, Twitter, Google+, Linkedin, Tumblr และ Pinterest) และจะทำให้เราสามารถตั้งเวลาในการปล่อยคอนเทนต์ และเห็นภาพแผนคอนเทนต์ทั้งหมดของเราได้บนแพล็ตฟอร์มเดียว ผมคิดว่าใครที่ใช้ WordPress ในการทำเว็บไซต์ และมีการผลิตคอนเทนต์จำนวนมาก Coschedule น่าจะเป็นตัวที่ตอบโจทย์มากๆ เลยครับ ถ้าอยากลองอ่านรีวิวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Coschedule สามารถอ่านได้ที่บทความนี้ครับ

สำหรับข้อด้อย จากที่ผมได้เคยลองเข้าไปใช้งานดูสัก 2-3 อาทิตย์ ผมรู้สึกว่าตัวระบบมีความซับซ้อนในระดับหนึ่ง และมันยังต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของผมค่อนข้างเยอะด้วย เพราะถ้าจะใช้ Coschedule ให้ได้ประสิทธิภาพที่สุดต้องเปลี่ยนจากการใช้ Calendar ตัวอื่นๆ มาใช้ Coschedule ในการวางแผนคอนเทนต์แทน ข้อด้อยอีกอย่างที่สำคัญก็คือ มันไม่มีให้ใช้ฟรีครับ

ราคา: เริ่มต้นที่ $15 ต่อเดือน (ทดลองใช้ได้ฟรี 14 วัน)

3. Hootsuite

Hootsuite Homepage

Hootsuite น่าจะเป็น Social Media Management Tool ตัวแรกๆ ที่ปล่อยออกมาในตลาด และน่าจะเป็นตัวที่ดังที่สุด และครบเครื่องที่สุดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ Publish คอนเทนต์ลงบน Social Media, การจัดการกับข้อความ และคอมเมนต์, การสร้างแคมเปญ และอื่นๆ อีกมากมาย

ข้อดีของ Hootsuite คือมันทำได้แทบจะทุกอย่างเท่าที่ Social Media Management Tool ดีๆ ควรจะทำได้ และที่สำคัญเราสามารถเริ่มต้นใช้งานมันได้ฟรี ส่วนราคาแบบพรีเมียมนั้นก็เริ่มต้นในราคา $9.99 ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่มันทำได้ ถ้าอยากอ่านเพิ่มเติมว่าทำไมคุณถึงควรใช้ Hootsuite ก็ลองอ่านบทความนี้ดูนะครับ

อ่านๆ เกี่ยวกับ Hootsuite มาได้สักพัก คุณอาจจะรู้สึกดี และเห็นว่านี่แหละคือรักแท้ที่กำลังตามหาอยู่ แต่ก่อนตัดสินใจผมอยากจะให้อ่านข้อด้อยของมันก่อน เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ทำให้หลายๆ คนเบือนหน้าหนี Hootsuite และหันไปใช้เครื่องมือตัวอื่นแทนนั่นก็เพราะว่า Hootsuite นั้น ‘ทำอะไรได้หลายอย่างเกินไป’  จนทำให้คนรู้สึกว่ามันใช้งานยาก ซึ่งจากที่ผมลองใช้มา มันก็ใช้งานยากจริงๆ แหละครับ ฮ่าๆ และอีกเหตุผลที่สำคัญมากๆ เลยก็คือยิ่งทีมเราใหญ่เท่าไหร่ ราคามันจะยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น (และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ Hootsuite ไม่ยอมบอกราคาสำหรับทีมที่มีคนใช้งานมากกว่า 10 คนขึ้นไป) ถ้าอยากอ่านเพิ่มเติมว่าทำไมคุณถึงไม่ควรใช้ Hootsuite ก็ลองอ่านบทความนี้ดูนะครับ

ราคา: เริ่มต้นฟรี (มีได้แค่ 3 Social Profile และสามารถตั้งเวลาโพสต์ได้ไม่เกิน 2 โพสต์)

Social Commerce Management

ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่ไม่เหมือนประเทศอื่นๆ เนื่องจากว่าคนไทยยังนิยมซื้อ/ขายของผ่านทางช่องทาง Social Media และจ่ายเงินด้วยวิธีการโอนเงินอยู่ ซึ่งด้วยตัว Platform Social Media ต่างๆ นั้น เดิมทีไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทำการค้าขาย เลยทำให้พ่อค้าแม่ค้าบนโลกออนไลน์มีปัญหาในการจัดการลูกค้า และออเดอร์ที่เยอะมากขึ้นเรื่อยๆ

เครื่องมือ Social Commerce Management ทั้ง 2 ตัวนี้เลยเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้นั่นเอง ที่สำคัญ คนไทยทำเองทั้ง 2 ตัวด้วย : )

4. Page 365

Page 365 Homepage

Page 365 เป็นระบบบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่บน Facebook, Instagram และ LINE ซึ่งจะช่วยให้คุณคุยกับลูกค้าง่ายขึ้น เปิดบิลง่ายขึ้น รวมไปถึงการปิดการขาย และส่งของไปให้ลูกค้า

สิ่งที่ผมชอบมากๆ เกี่ยวกับ Page 365 คือการที่ระบบสามารถจัดการ Social Media ที่สำคัญๆ ที่คนไทยใช้ได้หมดทั้ง 3 ตัวอย่างที่ไม่มีเครื่องมือของเมืองนอกตัวไหนทำได้ อีกอย่างที่ผมชอบก็คือบริการ Page 365 Express ที่ช่วยให้การส่งของผ่านไปรษณีย์ไทยง่ายขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะเลย ลองใช้ดู แล้วจะรู้ว่าการมีผู้ช่วยคอยช่วยเหลือ 365 วันเป็นไง : )

ส่วนข้อด้อยของ Page 365 คือการที่ไม่มีระบบการบริหารคลังสินค้าซึ่งผมคิดว่าจำเป็นมากๆ สำหรับการขายของออนไลน์ ข้อด้อยอีกอย่างก็หน้าตาของเว็บไซต์ที่มีปุ่มให้เลือกกดมากเกินไปหน่อยซึ่งถ้าคุณเป็นพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ อาจจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจสักระยะ

ราคา: เริ่มต้นฟรี (แอดมินสูงสุด 2 คน, จัดการได้แค่ Facebook และ LINE และในกรณีที่ลูกค้าใช้บัตรเครดิตจากเงิน ระบบจะคิดค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต 3.9%

5. Sellsuki

Sellsuki Homepage

Sellsuki เป็นอีกหนึ่งระบบบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์อีกตัวที่ดังไม่แพ้กับ Page 365 (สาเหตุที่พูดถึง Page 365 ก่อนเพราะว่าตัว P มาก่อนตัว S นะ จริงๆ ผมรักพวกคุณเท่าๆ กัน)

ตัวระบบ Sellsuki นั้นสามารถจัดการคลังสินค้า พูดคุยกับลูกค้าบน Facebook และ LINE รวมไปถึงช่วยให้การเปิดบิลปิดการขายสะดวกง่ายดายมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ Sellsuki ก็คือหน้าตาเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย ซึ่งผมใช้เวลาไม่นานในการทำความเข้าใจ อีกทั้งยังมีระบบบริการจัดการคลังสินค้าที่จะทำให้รู้ว่าคุณมีสินค้าอยู่เท่าไหร่ และต้องสั่งเพิ่ม/ผลิตเพิ่มเมื่อไหร่ นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีเรื่องของราคาที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อีกด้วย

ส่วนข้อด้อยก็คือการที่ตัวระบบนั้นไม่เชื่อมต่อกับคอมเมนต์ของ Instagram และไม่มีบริการเชื่อมต่อพิเศษกับไปรษณีย์ไทยเหมือนกับของ Page 365 ครับ

ราคา: เริ่มต้นฟรี (ระบบบันทึกออเดอร์ และแจ้งชำระเงินออนไลน์, ระบบ Tag และระบบแจ้งรหัสพัสดุให้กับลูกค้า)

Image Editor

รูปภาพบน Social Media เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการสร้าง Engagement บน Social Media ถ้าคอนเทนต์คุณดี รูปคุณสวย รับรองว่าคนไลก์ คอมเมนต์ แชร์ โลดแน่นอน!

6. Canva

Canva Homepage

ถ้าผมต้องเลือกเครื่องมือที่ชอบที่สุดในบทความนี้ เครื่องมือนั้นคงหนีไม่พ้น Canva เพราะว่ามันทำให้คนที่โง่เรื่องการออกแบบสุดๆ อย่างผมสามารถทำรูปออกมาให้ดูเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้

เครื่องมือที่แสนวิเศษอย่าง Canva นั้นสามารถช่วยให้คนธรรมดาๆ ที่ไม่มีหัวด้านการออกแบบสามารถออกแบบ Facebook Cover, รูปบน Blog, Infographic หรือแม้แต่ eBook ได้อย่างง่ายๆ และดูสวยงามผ่าน Template ที่ Canva สร้างมาให้อยู่แล้ว ที่สำคัญคือเวอร์ชั่นฟรีของ Canva มันสามารถใช้งานได้ดีมากๆ ดีเกินไป จนบางครั้งผมรู้สึกผิดที่ไม่ต้องจ่ายเงินเวลาใช้งานเลยล่ะ

ข้อด้อยของที่เป็นจุดสำคัญมากๆ ของ Canva ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นฟรีหรือเวอร์ชั่นเสียเงิน ($12.95 ต่อเดือน) ก็ตามคือ Canva ไม่สามารถเชื่อมต่อ และทำงานร่วมกับโปรแกรมออกแบบชื่อดังอย่าง Adobe Photoshop หรือ Adobe Illustrator ได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า Canva น่าจะเหมาะกับคนที่ไม่ใช่นักออกแบบมากกว่า

ราคา: เริ่มต้นฟรี (มี Folder ให้ 2 Folder และสามารถดาวน์โหลดไฟล์นามสกุล PDF, JPEG และ PNG แบบที่พื้นหลังไม่ Transparent)

Shifu แนะนำ

อย่างที่บอกไปว่า Canva มันดีพอๆ กับเวอร์ชั่นเสียเงิน คุณอาจจะสงสัยว่า Canva ทำเงินจากไหนใช่ไหมล่ะครับ?

คำตอบก็คือ Canva ทำเงินจากการขายรูปภาพบนแพล๊ตฟอร์มด้วย เวลาค้นหาหารูปภาพที่จะเอามาใช้ลองสังเกตสัญลักษณ์ที่มุมขวาล่างของรูปดู มันจะมีสัญลักษณ์เขียนว่า Free หรือไม่ก็ $1 ถ้าคุณไม่อยากเสียเงินอย่าลืมสังเกตสัญลักษณ์อันนี้ดีๆ ด้วยล่ะครับ

7. Pablo

Pablo Homepage

Pablo เป็นโปรเจคที่ Buffer ทำเล่นๆ เป็น Side Project แต่ดันมีคนใช้เยอะจน Buffer ต้องดันออกมาเป็น Product อีกตัวหนึ่ง

นอกจากเรื่องการช่วยปรับแต่งขนาดรูปภาพให้เหมาะสมกับ Social Media ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram และ Pinterest แล้ว คุณยังสามารถใส่ Filter, Text หรือ Logo แบรนด์ของคุณลงไปได้อีกด้วย ยัง แค่นั้นยังไม่พอ คุณยังสามารถค้นหารูปภาพฟรี ไม่ติดลิขสิทธ์กว่า 6 แสนรูปภาพได้ผ่าน Pablo เลย หลักจากปรับแต่งรูปเสร็จแล้ว คุณสามารถที่จะเซฟเก็บไว้ หรือแชร์ไปยัง Social Media ต่างๆ ได้ทันที

สำหรับข้อด้อยของ Pablo ก็คือคุณไม่สามารถเซฟเทมเพลต หรือรูปภาพไว้ได้เลย ถ้าคุณเข้ามาใช้งานมันใหม่อีกครั้ง คุณจะต้องเริ่มทำใหม่ทั้งหมด

ราคา: ฟรี

Workflow Management

เครื่องมือตัวนี้จะทำให้แพล็ตฟอร์ม และแอ็คเคาท์ Social Media ของคุณเชื่อมต่อกันได้ดีกว่าที่เคย

8. IFTTT (If This, Then That)

IFTTT Homepage

เนื่องจากว่า Social Media แต่ละตัวนั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยบริษัทที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นมันจะมีข้อจำกัดในเรื่องการเชื่อมต่อกันของแพล็ตฟอร์มค่อนข้างสูง แต่ข้อจำกัดนั้นถูกทำให้ลดลงด้วยเครื่องมือที่ชื่อว่า IFTTT นี่เอง

IFTTT เป็นเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นดังๆ ต่างๆ กว่า 500 แอพเข้าด้วยกัน และช่วยให้แอพต่างๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พูดแบบนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างกันนะครับ

คุณสามารถส่งโพสต์ของ Facebook ไปยัง Twitter ได้ ด้วย Hashtag เฉพาะ (อย่างของ Content Shifu เอง ถ้าโพสต์ไหนบน Facebook เราใส่ Hashtag ว่า #Contentshifu ตัวโพสต์จะถูกส่งไปยัง Twitter, Google+ และ Linkedin โดยอันโตมัติครับ)

หรืออีกตัวอย่างก็คือคุณสามารถตั้งให้รูปทุกรูปที่คุณโพสต์บน Facebook ถูกเซฟเข้า Google Drive ของคุณโดยอัตโนมัติได้

ถ้าจะให้ผมสาธยายฟีเจอร์ของมัน รับรองว่าพูดทั้งวันก็ไม่หมดครับ แนะนำว่าให้ลองไปเล่นเอง IFTTT หรือไม่ก็ไปอ่านบทความ How to use IFTTT for Social Media Automation ดู น่าจะเป็นเครื่องมือที่ถูกใจคนที่ชอบอะไรแบบอัตโนมัติอยู่พอสมควรครับ

ข้อด้อยของ IFTTT เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Zapier ก็คือ ตัว Zapier สามารถสร้าง Workflow หลายชั้นติดต่อกันได้ครับ ตัวอย่างเช่นคุณอาจจะตั้งค่าว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้รับอีเมลใหม่บน Gmail ตัว Copy ของ Email นั้นจะถูกส่งไปยัง Dropbox (Cloud Storage Service) โดยอัตโนมัติ และพออีเมลนั้นถูก Copy ใส่ Dropbox แล้ว Dropbox จะส่งข้อความแจ้งเตือนต่อไปยัง Slack (messaging app สำหรับบริษัท) ของคุณ

ราคา: ฟรี

Social Media Conversion

9. Snip.ly

Sniply Homepage

ผมเชื่อว่าเครื่องมือนี้น่าจะเป็นเครื่องมือที่หลายๆ คนไม่เคยรู้จักมาก่อน อย่าพึ่งขมวดคิ้ว หรือทำหน้าสงสัยล่ะ เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟังว่าทำไมเราถึง Snip.ly ว่า Social Media Conversion

คอนเซปท์ของ Snip.ly นั้นเริ่มด้วยความเชื่อที่ว่า ‘ถ้าคุณแชร์คอนเทนต์ของคนอื่น คุณควรจะได้รับประโยชน์อะไรบางอย่างด้วย’

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ Snip.ly ทำคือการเอา Frame ที่เขียนข้อความเกี่ยวกับเว็บของเราไปครอบไว้บนเว็บที่คุณแชร์ ถ้าคุณแชร์เว็บที่มีคอนเทนต์ที่ดี มีคุณภาพ บน Social Media ของคุณ และผู้ติดตามคุณคลิ๊กเข้าไปดู มันก็มีโอกาสที่เขาจะคลิ๊กเข้าไปยังเว็บของคุณ (หรือ url ไหนก็ตามที่คุณอยากให้คนคลิ๊กเข้าไป)

Sniply to Bangkokbits

ตัวอย่างเช่น ผมแชร์คอนเทนต์ของ Geeky Explorer ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับประเทศไทยบน Facebook ของ Bangkokbits เพื่่อที่ว่าจะได้ให้ผู้ติดตามผมคลิ๊กเข้ามาดูคอนเทนต์นี้ แล้วถ้าบังเอิญเขาชอบ และกำลังจะมากรุงเทพ เขาก็อาจจะอยากคลิ๊กดูเว็บของผมก็เป็นได้ (ลองสังเกตดูปุ่ม Get tips from locals ที่เป็นแถบเล็กๆ ที่อยู่ทางด้านล่างซ้ายของรูปด้านบน)

วิน วิน ทั้งคู่ เว็บของเขาได้คนแชร์เพิ่ม ส่วนผมเพิ่มโอกาสให้คนคลิ๊ก (เพิ่ม Conversion) เข้ามาเว็บของผมเหมือนกัน

ส่วนข้อด้อยของ Snip.ly คือเรื่องราคาครับ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ มีเครื่องมืออีกตัวที่เป็น Social Media Conversion เหมือนกันเข้ามาตีตลาด (ชื่อว่า Startafire) ซึ่งของเจ้านั้น เขาปล่อยฟรีทุกอย่าง แต่ผมก็ยังเชื่อว่า Snip.ly ยังทำอะไรได้หลายอย่างมากกว่าครับในแง่ของฟีเจอร์ กับการเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นๆ

ราคา: เริ่มต้นฟรี (1,000 คลิ๊ก/เดือน)

Shifu แนะนำ

จริงๆ คอนเซปท์อันนี้มันอ่านดูแล้วมันเทาๆ ว่าไหมครับ? เหมือนเอาอะไรไม่รู้ไปแปะไว้บนเว็บคนอื่น แต่ถ้าถามผม ผมมองว่าเครื่องมือทุกอย่าง มันสามารถสร้างได้ทั้งสิ่งที่ดี และสิ่งที่แย่ มันขึ้นอยู่กับคุณจะเลือกใช้มันไปในทางไหน

ถ้าใครจะใช้ Snip.ly กับ Content Shifu ผมก็ยินดีนะครับ แต่ใช้มันไปในทางที่ถูกล่ะ! : )

URL Shortener

หลายๆ ครั้งผมก็รู้สึกนะว่า Link ที่ผมแชร์มันยาวเกินไป โดยเฉพาะ Link ภาษาไทย แชร์ทีไร ภาษาต่างดาวขึ้นทุกที ถ้าคุณรู้สึกเหมือนกันกับผม ผมมีตัวช่วยให้คุณ

10. Goo.gl

Googl Homepage

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆ คนอาจจะโห่ฮาปรามาส ว่าทำไมผมถึงแชร์เครื่องมือที่ใครๆ ก็รู้จักอย่าง Goo.gl (เผื่อว่าใครไม่รู้ Goo.gl เป็นบริการทำ URL ให้สั้นลงของ Google ครับ)

จริงๆ แล้วบนโลกใบนี้ยังมีบริการทำ URL ให้สั้นลงอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นของ Bit.ly, Tinyurl, Tiny.cc, Yourls แต่ตัวที่ผมชอบที่สุดก็ยังเป็น Goo.gl ของ Google สาเหตุเป็นเพราะมันใช้ง่ายมากๆ และผมคิดว่า Google คงไม่ได้มีการเอาเครื่องมือตัวนี้มาหาเงินกับเราแน่ๆ เพราะว่าโปรเจคนี้มันง่าย และเล็กเกินไป

ส่วนข้อด้อยของ Goo.gl ก็เป็นอย่างที่ทุกคนคาดเดาได้ครับ ก็คือมันฟีเจอร์มันน้อยเกินไป ทำได้แค่ทำ URL ให้สั้นลง และก็วัดจำนวนคลิ๊กได้นิดๆ หน่อยๆ

ราคา: ฟรี

Shifu แนะนำ

อย่าไว้ใจทาง อย่างวางใจ Bit.ly โดยเฉพาะใครก็ตามที่ทำ Affiliate Marketing อยู่ เพราะจากใน FAQ ของ bit.ly เองนั้นบอกว่า Bit.ly อาจจะมีการใส่ Affiliate cookies ลงไปด้วยในแอทเคาท์ของคนที่ใช้บริการฟรีด้วย นั่นหมายความว่าสุดท้ายแล้ว คนที่ได้เงินจาก Affiliate อาจจะไม่ใช่คุณ

Social Monitoring & Analytics

โลก Social เป็นโลกที่ประกอบด้วยคอนเทนต์จำนวนมหาศาล คุณจะรู้ได้ยังไงว่าตอนนี้เรื่องไหนกำลังเป็นกระแส? หรือผู้ติดตามบน Facebook Page / Twitter Account คนไหนที่เป็นแฟนอันเหนียวแน่นของคุณ?

ข้อมูลคือพลังอำนาจ และข้อมูลที่ถูกต้องคือพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ครับ : )

11. Social.gg

Socialgg Homepage

คุณเคยอยากรู้เรื่องชาวบ้านไหมครับ?

พูดแบบนี้อาจจะดูเหมือนผมพูดจาหาเรื่อง แต่ในหลายๆ ครั้ง การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ ใครเร็วกว่าจะได้เปรียบ

ซึ่งเครื่องมือตัวแรกที่ผมอยากจะแนะนำเป็นเครื่องมือฟรีที่ชื่อว่า Social.gg ซึ่งถูกสร้างโดยบริษัทสัญชาติไทยที่ชื่อว่า Computerlogy

หลักการทำงานของมันก็คือตัวระบบจะดึงข้อมูล Social ของทั้งประเทศไทยมา แล้วดูว่าเรื่องไหนกำลังเป็นกระแส แล้วก็นำเรื่องเหล่านั้นมาจัดเรียงเป็นหมวดหมู่

ใครที่ทำสายข่าวอยู่ เครื่องมือนี้น่าจะช่วยให้หาข่าวได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

ข้อด้อยก็คือเครื่องมือตัวนี้ทำได้แค่ดูกระแสครับ ถ้าเราต้องการที่จะเอากระแสไปวิเคราะห์ต่อ แล้วเอาไปใช้งาน อาจจะต้องนั่งวิเคราะห์เอาเองครับ

ราคา: ฟรี

12. Crowdbooster

Crowd Booster Homepage

ถึงแม้ว่าตัวแพล็ตฟอร์ม Social Media แต่ละตัวเองนั้นจะมีส่วน Analytics อยู่แล้ว แต่ในหลายๆ ครั้งมันอาจจะไม่เพียงพอด้วยเพราะว่า Social Media เป็นแพล็ตฟอร์มที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนมาปฏิสัมพันธ์กัน มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล

ผมก็เลยอยากจะเอาเครื่องมือ Social Analytics รุ่น Light weight มานำเสนอครับ ใช้งานได้จริง และราคาไม่แพงมาก

เครื่องมือที่ชื่อว่า Crowdbooster นี้นั้นเป็นผู้ช่วยชั้นดีของ Facebook Page และ Twitter Account ของคุณเลยล่ะ เพราะมันจะคอยบอกว่าผู้ติดตามบน Page / Account คนไหนที่ชอบมาไลค์ คอมเมนต์ แชร์ มากที่สุด และตัวระบบเองก็จะคอยเสนอแนะวิธีการทำให้ Page / Account ของคุณดีขึ้นอีกด้วย เช่น พอระบบเห็นว่า นาย A คนนี้มาคอมเมนต์บ่อย มันก็จะแจ้งเตือนคุณว่า “เฮ้ ไปพูดคุยกับนาย A หน่อยสิ เขาคอมเมนต์มาหลายรอบแล้วนะ” ใครที่อยากได้เลขส่วนตัวมาคอยส่งรายงานเกี่ยวกับ Social Media ของคุณให้กับคุณ Crowdbooster เป็นตัวที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยล่ะ

ข้อด้อยของ Crowdbooster ก็คือการที่มันใช้ได้เฉพาะแค่ Facebook กับ Twitter เท่านั้นครับ

ราคา: เริ่มต้นที่ $9 ต่อเดือน (ทดลองใช้ได้ฟรี 30 วัน)

สรุป

และนี่ก็คือเครื่องมือที่ช่วยจัดการ Social Media ทั้ง 12 ตัวที่ผมคิดว่าน่าจะช่วยติดปีกให้คุณบินได้นะครับ

เครื่องมือต่างๆ ถ้าใช้ให้ดี ใช้ให้เป็น มันจะมีประโยชน์มาก เพราะมันจะช่วยทุ่นแรง หรือแม้แต่ทำงานบางอย่างแทนคนได้อย่างอัตโนมัติเลยล่ะ

แต่แน่นอนว่าถ้าเครื่องมือที่ดี อยู่ในมือของคนที่ไม่ใช่่ มันก็คงไม่สามารถเปล่งประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่

เพราะฉะนั้นเรามาหาเครื่องมือที่ดี และทำตัวเองให้เป็นคนที่ใช่กันดีกว่าครับ : )

Shifu แนะนำ

ถ้าคุณคิดว่าเครื่องมือแค่ 12 ตัวนี้ยังไม่พอ คุณอยากจะมีตัวเลือกเยอะกว่านี้ ผมมี eBook “36 เครื่องมือ + 6 เว็บไซต์ที่จะติดปีกให้กับ Social Media ของคุณ” มาแจกให้คุณด้วยครับ สามารถเข้าไปโหลดได้ที่นี่เลย

ตาคุณแล้ว

อ่านมาถึงตรงจุดนี้แล้ว ได้ลองเข้าไปใช้เครื่องมือที่ผมแชร์ไปบ้างรึยังเอ่ย? หรือมีเครื่องมืออื่นๆ อยากแนะนำผมบ้างรึเปล่า? พิมพ์มาคุยกันได้ในคอมเมนต์เลยยย

ป. ล. ขอให้สนุกกับการเลือกเครื่องมือมาใช้กันนะครับ!

แบงค์เป็นนักธุรกิจ นักการตลาด (Inbound Certified by HubSpot) และนักเดินทางที่หลงใหลในวิถีแห่ง Inbound Marketing นอกจาก Content Shifu แล้ว แบงค์เป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Bangkokbits อีกด้วย

    2 Comments

  1. August 28, 2016
    Reply

    เพิ่งรู้เรื่อง Social.gg เลยครับ

    คราวนี้ดู trend อะไร ง่ายๆ เลยเอาไว้ทำแคมเปญ ให้ทันชาวบ้านเค้าสักที 555

    ขอบคุณครับ

    • Bank
      August 28, 2016
      Reply

      ยินดีครับ

      ต้องขอบคุณพี่ๆ Computerlogy เลยครับ ฮ่าๆ

Leave A Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ความรู้จะมีประโยชน์ที่สุดถ้าถูกส่งต่อ :)