Content Shifu_Wide (White)

เครื่องมือที่ Content Shifu แนะนำ

สวัสดีจอมยุทธ์!

การที่ท่านเข้ามาถึงหน้านี้ แสดงว่าท่านกำลังมองหาอาวุธ (เครื่องมือ) เพื่อเอาไปใช้ในการทำ Inbound Marketing อยู่แน่ๆ

แต่ก่อนจะข้ามไปถึงเรื่องอาวุธ พวกเราขอบอกก่อนเลยว่าอาวุธเหล่านี้จะใช้ไม่ได้ผลเลย ถ้าท่านไม่มีพลังลมปราณ (แนวคิด) ที่แข็งแกร่ง ​ถ้าท่านยังไม่แน่ใจว่าพลังลมปราณของท่านแข็งแกร่งพอรึยัง เราขอแนะนำให้ท่านไปอ่านบทความของพวกเราเกี่ยวกับ Inbound Marketing ก่อน

ถ้าท่านคิดว่าพลังลมปราณของท่านแข็งแกร่งพอแล้ว ก็เลื่อนลงไปดูรายชื่ออาวุธที่พวกเราแนะนำได้เลย!​


สาเหตุที่พวกเราสวมบทบาทชาวยุทธ์แบบจีนๆ ก็เพราะคำว่า Shifu เป็นภาษาจีน แต่เราจะหยุดมันไว้ตรงนี้ เพราะเดี๋ยวพวกคุณจะทนพวกเราไม่ไหว และอ่านต่อไม่จบ :)


​เครื่องมือส่วนใหญ่ที่พวกเราจะแนะนำเป็นเครื่องมือที่พวกเราเคยใช้ และหลายๆ ตัวพวกเราก็ยังคงใช้มันอยู่ แต่ก็มีบ้างบางตัวที่พวกเราไม่เคยใช้เลย เนื่องจากข้อจำกัดในด้านราคาของเครื่องมือ และงบประมาณของเรา และอีกเหตุผลก็คือเครื่องมือที่เราใช้อยู่สามารถใช้ทดแทนเครื่องมือเหล่านั้นได้อยู่แล้ว แต่ที่พวกเราเอามาแนะนำก็เพราะพวกเราคิดว่ามันดีจริงๆ และพวกเราคิดว่าเครื่องมือเหล่านี้อาจจะเหมาะกับคุณ

ถ้าคุณคลิ๊กลิงก์ของเครื่องมือต่างๆ ที่พวกเราแนะนำบางตัว และคุณตัดสินใจซื้อ พวกเราจะได้รับ Commission เล็กๆ น้อยๆ ด้วย (คุณสามารถอ่านแนวทางในการแนะนำเครื่องมือของพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ Affiliate Disclosure)

Domain Name

​Domain เปรียบเสมือนกับชื่อร้าน และเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกบริษัทที่อยากทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ต้องมี โดยปกติแล้ว Domain จะมีราคาแค่ไม่กี่ร้อยบาท แต่ถ้าคุณต้องการชื่อ Domain แบบพรีเมี่ยมราคาจะอยู่ที่พันต้นๆ ไปถึงหลักล้าน (บาท)

GoDaddy

บริษัทที่รับจด Domain นั้นมีเป็นร้อยๆ ที่ แต่เราแนะนำให้คุณจดทะเบียน Domain กับ GoDaddy เพราะว่า GoDaddy เป็นบริษัทรับจด Domain ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำธุรกิจมานาน และน่าเชื่อถือ นอกจากนั้นแล้วคุณยังสามารถ Add เพื่อนร่วมทีมมาช่วยจัดการ Domain ได้อีกด้วย

ป.ล. จริงๆ แล้ว GoDaddy มีบริการหลายอย่าง รวมไปถึงบริการ Hosting ด้วย แต่ว่าพวกเราไม่แนะนำให้ใช้ของ GoDaddy ​เพราะว่ามันไม่ค่อยดี (ลอง Google ดูรีวิว Hosting ของ GoDaddy ได้) 

Hosting

ถ้าชื่อ Domain เปรียบเสมือนชื่อร้าน Hosting ก็เปรียบเสมือนพื้นที่ร้านของคุณ เลือกทำเล เลือกพื้นที่ร้านให้ดี แล้วคุณจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวทีหลัง

SiteGround

SiteGround เป็นหนึ่งใน Managed Hosting (Hosting ที่มีคนดูแลทางด้านเทคนิคัลให้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง) ที่ดังที่สุดในโลก ถ้าคุณสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และคุณต้องการ Hosting ที่ราคาไม่แพงมาก, มี Data Center อยู่ที่สิงคโปร์, แทบจะไม่ล่ม และมีบริการหลักการขายที่ดีแบบสุดๆ SiteGround เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่พวกเราอยากจะแนะนำ 

Content Shifu เคยใช้ Shared Hosting ของ SiteGround มาสักพักหนึ่ง แต่เหตุผลที่ต้องย้ายก็เพราะว่ามีคนเข้ามาเยี่ยมชม Content Shifu เยอะขึ้นเรื่อยๆ และเราเริ่มไม่อยากใช้ Shared Hosting ที่ต้องแชร์ Resource ร่วมกับคนอื่น ก็เลยย้ายออกมา

ป.ล. ถ้าคุณตัดสินใจจะใช้ SiteGround คุณไม่ต้องจด Domain กับเจ้าอื่นๆ เพราะว่า SiteGround จะแถม Domain ให้อยู่แล้ว

Cloudways

Cloudways เป็นระบบที่สร้างมาเพื่อจัดการ Cloud Hosting บน Service Amazon (AWS), DigitalOcean และ Google ซึ่งเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านเทคนิคัล แต่อยากให้ Cloud Hosting 

ถ้าคุณอยากได้ Cloud Hosting ที่จัดการง่าย และราคาไม่แพงมาก Cloudways เป็นตัวที่พวกเราอยากจะแนะนำ

Ruk-Com

Ruk-Com เป็น Hosting ของไทยที่ดีมากๆ เจ้านึง

ถ้าคุณอยากได้ Hosting ที่มี Packpage ให้เลือกหลายรูปแบบ (ตั้งแต่ Shared Hosting ยัน Dedicated Server), มีความเสถียร, หน้าตาหลังบ้านสวยงาม และ Support 24 ชั่วโมง Ruk-com เป็นเจ้าที่พวกเราอยากจะแนะนำ

ปัจจุบัน Content Shifu ก็ใช้ Ruk-Com อยู่

P&T Hosting

P&T Hosting เป็น Hosting ของไทยที่เราอยากแนะนำอีกเจ้า มี Support ตลอด 24 ชั่วโมง ถือว่าให้บริการได้รวดเร็ว ความเสถียรและ Security ถือว่าโอเคมาก ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้บริการ เช่น LnwShop

Blogging Platform

คอนเทนต์นั้นเป็นหัวใจของการทำ Inbound Marketing และการจะทำให้อายุของคอนเทนต์ของคุณอยู่ได้ยาวนานที่สุดนั้น คุณจำเป็นต้องมีบล็อกเป็นของตัวเอง

WordPress.com

WordPress.com นั้นเปรียบเสมือน iOS (Apple) คือจะเป็นระบบปิด และตัวบริษัท Automattic (เจ้าของ WordPress) จะคอยจัดการเรื่องทางเทคนิคัล และปัญหาต่างๆ ให้

ข้อดีของการใช้ WordPress.com ในการสร้างบล็อกก็คือคุณจะได้​ค่าพลังทาง SEO มาพร้อมๆ กับ Domain ของ WordPress.com ด้วย แต่ข้อด้อยก็คือคุณจะไม่สามารถปรับแต่งบล็อกของคุณได้เยอะ

WordPress.org

WordPress.org นั้นเปรียบเสมือน Operating System แบบ Android ซึ่งเป็น Open Source Software ที่เปิดให้ใครมาพัฒนาก็ได้

ข้อดีของการใช้ WordPress.org ก็คือตัวระบบจะสามารถตั้งอยู่ที่ Hosting ไหนก็ได้ตามที่คุณเลือก (คุณมีความเป็นเจ้าของบล็อกของคุณมากกว่า) และคุณยังสามารถปรับแต่ง Theme และ Plugin ได้มากกว่า WordPress.com อีกด้วย แต่การที่จะใช้งาน WordPress.org ให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น คุณอาจจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้อยู่บ้าง

Content Shifu เองนั้นก็ใช้ WordPress.org อยู่ และคงจะไม่เปลี่ยนเร็วๆ นี้แน่นอน :)

WordPress Themes

ถ้าคุณตัดสินใจใช้ WordPress.org บริษัทเหล่านี้คือบริษัทที่ผลิต Theme WordPress ที่ดี และเชื่อถือได้ที่สุด

Themeforest

Themeforest (เจ้าของคือ envatomarket) เป็นหนึ่งใน Digital Marketplace ที่ดังที่สุดในโลก ข้อดีก็คือ Themeforest นั้นมี Theme ให้เลือกมากกว่า 7,000 Themes

แต่ข้อด้อยของ Theme ที่ขายผ่าน Themeforest ก็คือบาง Theme อาจจะไม่ค่อยมีคุุณภาพ และส่วนใหญ่แล้ว Theme แต่ละ Theme นั้นจะถูกยัดฟีเจอร์เข้ามาเยอะมาก (บางทีก็เยอะเกินความจำเป็น) ซึ่งอาจจะส่งผลให้เว็บไซต์ที่ใช้ Theme เหล่านี้ช้าได้

Elegant Themes

Elegant Themes เป็นอีกหนึ่งผู้ผลิต Theme ที่มีคนซื้อมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สาเหตุก็เป็นเพราะ Life Time Subscription (ซื้อแล้วใช้ได้ทุก Theme และทุก Plugin และใช้กับกี่เว็บไซต์ก็ได้ตลอดชีพ) ของมันนั้นมีราคาแค่ $249

ถึงแม้ว่า Elegant Themes จะมี Theme ให้เลือกมากกว่า 80 Themes แต่ว่า Theme ที่ดีที่สุดมีแค่ Theme เดียวเท่านั้นก็คือ Divi (ใช้คู่กับ Divi Builder Plugin) 

StudioPress

StudioPress เป็นผู้สร้าง Genesis Framework (ถ้าเปรียบกับรถยนต์ Framework ก็เป็นเหมือนโครงของรถยนต์) ที่เขาว่ากันว่าเป็น Framework ที่ดีที่สุดในโลก WordPress เพราะว่ามันเร็วมาก, สร้างมาเพื่อ SEO และเอาไปสร้างต่อได้ง่าย

StudioPress ได้สร้าง Theme บน Genesis Framework มามากกว่า 20 Themes ซึ่งคุณสามารถเลือกซื้อ Theme ทั้งหมด (พร้อม Genesis Framework) ได้ในราคา $499.95 หรือซื้อแค่ Theme ใด Theme หนึ่งในราคา $99.95-$129.95

พวกเราแนะนำว่าถ้าคุณไม่ใช่ Developer ที่สามารถเขียน Code ได้ Theme ของ StudioPress น่าจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม​

Seed Themes

Seed Themes เป็น Theme WordPress ทำโดยคนไทย เพื่อคนไทย ซึ่งข้อดีของ Seed Themes ก็คือถ้าคุณมีคำถาม คุณสามารถพิมพ์ถามได้เป็นภาษาไทย นอกจากนั้นแล้ว Theme ยังเร็วมากอีกด้วย ข้อด้อยของ Seed Themes นั้นมีแค่เรื่องฟีเจอร์ที่อาจจะไม่เยอะเท่า Theme ของเมืองนอก

Graphic and Design Tools

เครื่องมือการออกแบบที่ใช้ง่ายจนคนที่ไม่มีความรู้เรื่องการออกแบบก็สามารถสร้างรูปภาพที่สวยงามได้

Canva

Canva เป็นเครื่องมือออกแบบที่ฟรี และใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการทำรูปภาพแทบจะทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นรูปสำหรับบล็อก, รูปสำหรับ Facebook หรือแม้แต่รูปสำหรับ eBook

ข้อด้อยของ Canva คือมันใช้กับตัวอักษรภาษาไทยไม่ค่อยได้ (ในบางครั้งตอนที่ Export File ออกมา​ ตัวอักษรมันจะเรียงตัวแบบประหลาดๆ) และใน Plan ฟรี คุณจะไม่สามารถ Export ไฟล์ที่มีพื้นหลังโปร่งใส (Transparent) ได้

Social Media Tools

Social Media นั้นเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ที่ทรงพลังมากๆ ในยุคนี้ เครื่องมือเหล่านี้จะทำให้การจัดการ Social Media ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และใช้เวลาน้อยลง

Buffer

Buffer เป็น Social Media Publishing Tool ที่ช่วยให้คุณสามารถโพสต์ลงไปยัง Facebook, Twitter, Google+, Linkedin, Pinterest และ Instagram ได้ในที่เดียว

คุณสามารถใช้เวอร์ชั่นฟรีของ Buffer ในการตั้งเวลาโพสต์ได้มากถึง 10 โพสต์ต่อ Social Media (ยกเว้น Pinterest ที่คุณต้องจ่ายเงินถึงจะตั้งเวลาได้)

Hootsuite

Hootsuite เป็น Social Media Management Tool ที่สามารถทำได้ทั้งโพสต์ (Facebook, Twitter, Google+, Linkedin, Instagram และ YouTube), ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า, วิเคราะห์ข้อมูล และต่างๆ อีกมากมาย ถ้าเทียบกับเครื่องมือตัวอื่นๆ ในตลาดแล้ว Hootsuite เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ถือว่าครบครันที่สุด 

ข้อดีของ Hootsuite คือถ้าคุณมีคนในทีมไม่ค่อยเยอะ Hootsuite จะเป็นเครื่องมือที่คุ้มค่ามากที่สุดทั้งในแง่ของฟีเจอร์ และราคา แต่ข้อด้อยก็คือในเวอร์ชั่นฟรี คุณสามารถตั้งเวลาโพสต์ได้แค่ 2 โพสต์​ และด้วยความที่ว่าตัวเครื่องมือสามารถทำได้หลายอย่าง คุณอาจจะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ในช่วงแรกๆ ค่อนข้างเยอะ

Easy Social Sharing Buttons (WordPress)

Easy Social Sharing Buttons เป็น Plugin ของ WordPress ที่ช่วยให้คุณสามารถติดปุ่มแชร์ไว้ได้เกือบจะทุกที่ในหน้าเว็บไซต์ของคุณ ข้อดีของเครื่องมือนี้ก็คือมันมีฟีเจอร์เยอะมาก และอีกทั้งมีปุ่มแชร์เป็นร้อยปุ่ม (รวมถึง LINE) ที่สามารถแสดงผลได้ดีทั้งบน Desktop และบนมือถือด้วย ส่วนข้อด้อยก็คือในช่วงแรกๆ คุณต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ค่อนข้างเยอะ

Seed Social (WordPress)

Seed Social เป็น Plugin Social Media ที่ทำโดย Seed Themes ข้อดีคือมีน้ำหนักเบา และรองรับ Social Media ที่คนไทยนิยมใช้อย่าง Facebook และ LINE (รวมถึง Twitter และ Google+ ด้วย) 

อ่านเพิ่มเติม: 12 เครื่องมือที่จะติดปีกให้กับ Social Media ของคุณ (มีทั้งฟรี และเสียเงิน)

Marketing Automation Tool

เครื่องมือการทำ Marketing Automation แบบครบวงจร ข้อดีคือคุณแทบไม่ต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ ที่พวกเราเขียนถึงในหน้านี้อีกเลย แต่ข้อด้อยก็คือมันมีราคาแพงมาก

HubSpot

HubSpot เป็นหนึ่งในบริษัทที่ดังที่สุดทางด้าน Marketing Automation Software และยังเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า "Inbound Marketing" ขึ้นมาอีกด้วย HubSpot นั้นแบ่งเครื่องมือของพวกเขาเป็น 3 เครื่องมือหลักๆ ได้แก่ Marketing Software, CRM Software และ Sales Software

ถ้าเข้าไปดูราคาแล้วยังไม่แน่ใจว่าถ้าใช้แล้วจะคุ้มค่ารึเปล่า ลองใช้ CRM Software กับ Sales Software (แบบลิมิต) ซึ่งเป็นตัวที่สามารถใช้งานได้ฟรีก่อนก็ได้​

Landing Page Tools

เครื่องมือการสร้าง Landing Page เพื่อทำให้คนที่เข้ามาดูเว็บไซต์ของคุณทำในสิ่งที่คุณอยากให้ทำ (convert) ให้ได้มากที่สุด

Instapage

Instapage เป็นเครื่องมือในการสร้าง Landing Page ที่ใช้งานง่าย และมีฟีเจอร์ครบครันมากๆ อันหนึ่ง นอกจากนั้นแล้วข้อดีของ Instapage ที่พวกเราชอบก็คือ Instapage เปิดโอกาสให้ทดลองฟีเจอร์ต่างๆ ได้ 30 วัน

ส่วนข้อด้อยก็คือมันมีราคาค่อนข้างแพง (เริ่มต้นที่ $29 ต่อเดือนถ้าจ่ายเป็นรายปี และมีฟีเจอร์ที่ค่อนข้างลิมิต) ถ้าธุรกิจของคุณไม่ได้โฟกัสที่บนเว็บไซต์ Instapage อาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่ค่อยเหมาะสม

Thrive Content Builder (WordPress)

Thrive Content Builder เป็น WordPress Plugin ที่ช่วยให้คุณสามารถสร้าง Landing Page บน WordPress ได้อย่างง่ายๆ และมีฟีเจอร์ค่อนข้างเยอะ (พวก Integration อาจจะยังไม่เยอะเท่า Instapage แต่ก็ถือว่ามีเยอะพอสมควร)

ข้อดีของ Plugin ตัวนี้คือคุณสามารถจ่ายครั้งเดียวในราคา $67 และใช้ได้ตลอด (สำหรับ 1 เว็บไซต์) และราคา $97 ถ้าต้องการใช้กับกี่เว็บไซต์ก็ได้

ข้อด้อยของ Plugin ตัวนี้ก็คือมันสามารถใช้ได้กับแค่ WordPress เท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม: Landing Page 101: ปลุกความคิด พิชิตยอดขายด้วย Landing Page

List Building Tools

อีเมลเป็นหนึ่งใน Asset ที่มีคุณค่ามากๆ ในการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ และในการทำ Inbound Marketing และเครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บอีเมลลิสต์โดยเฉพาะ 

SumoMe

จริงๆ แล้ว SumoMe นั้นเป็นเครื่องมือในการสร้าง Traffic เพราะว่ามันมีทั้งปุ่มแชร์ และการวิเคราะห์ Heat Map แต่เครื่องมือที่เด็ดที่สุดของ SumoMe ก็คงจะหนีไม่พ้นเครื่องมือในการเก็บอีเมลที่สามารถใส่ลงไปได้แทบจะทุกที่บนเว็บไซต์

ที่สำคัญคุณยังสามารถเริ่มต้นใช้ SumoMe ได้ฟรีอีกด้วย ถ้าคุณไม่มีงบ หรือมีงบไม่เยอะ พวกเราแนะนำให้ลองใช้ SumoMe ดู

Bloom (WordPress)

Bloom เป็นหนึ่งใน Plugin เก็บอีเมลลิสต์ที่ดีที่สุดบน WordPress จากค่าย Elegant Themes เทมเพลตสวยงาม และมีให้เลือกเยอะ อีกทั้งยังใช้งานง่าย ถ้าคุณซื้อ Elegant Themes ตั้งแต่ Plan Developer ขึ้นไป ($89) คุณจะได้ Bloom ไปใช้พร้อมๆ กับ Theme ของ Elegant Themes ทั้งหมด รวมไปถึง Plugin ตัวอื่นๆ โดยที่คุณจะใช้ Theme กับ Pluging กับกี่เว็บไซต์ก็ได้

ConvertPlug (WordPress)

ConvertPlug เป็น List Building Plugin ราคาย่อมเยาว์แต่ฟีเจอร์ครบครันจาก Codecanyon ซึ่งเป็นหนึ่งเว็บไซต์ในเครือ envatomarket 

ถ้าคุณกำลังมองหาเครื่องมือเก็บอีเมลแบบพรีเมียมอยู่ ConvertPlug เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ เลยล่ะ

Thrive Leads (WordPress)

Thrive Leads (เจ้าของเดียวกับ Thrive Content Builder) เป็นหนึ่งใน List Building Plugin ที่ดีที่สุดบน WordPress นอกจากฟีเจอร์ที่ครบครันแล้ว Thrive Leads ยังเชื่อมต่อกับบริการอื่นๆ อีกมากมายอีกด้วย

ข้อด้อยคือ Thrive Leads มีความซับซ้อนมากกว่าเครื่องมือตัวอื่น และราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับเครื่องมือตัวอื่นๆ ($67 สำหรับเว็บไซต์เดียว และ $97 สำหรับกี่เว็บไซต์ก็ได้)

Email Marketing Tools

Email Marketing เป็นหนึ่งในช่องทางการสื่อสารที่มีมานานแล้ว และมันยังคงมีประสิทธิภาพอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจแบบ B2B เครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่พวกเราอยากแนะนำ

MailChimp

MailChimp เป็นเครื่องมือ Email Marketing ที่น่าจะโด่งดังที่สุดในโลก ด้วยเหตุผลนี้เอง เครื่องมืออื่นๆ บทโลกออนไลน์ที่มีความเกี่ยวข้องกับ Email Marketing แทบจะทุกตัวนั้นจะเชื่อมต่อกับ MailChimp ซึ่งจะทำให้คุณใช้ MailChimp ทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ได้ง่าย นอกจากนั้นแล้วคุณยังสามารถส่งอีเมลให้ผู้ติดตามได้ฟรีเป็นจำนวน 2,000 คนอีกด้วย (ส่งกี่อีเมลก็ได้)

Mailerlite

Mailerlite เป็นเครื่องมือ Email marketing ขนาดจิ๋ว แต่แจ๋ว ในเวอร์ชั่นฟรีนั้น คุณสามารถส่งอีเมลหาผู้ติดตามได้เป็นจำนวน 1,000 คน และคุณยังสามารถใช้ฟีเจอร์ส่งแบบอัตโนมัติ (Email Marketing Automation) ได้อีกด้วย

ข้อดีอีกอย่างก็คือ Mailerlite มีราคาถูกกว่าเครื่องมืออื่นๆ มาก (เกินครึ่ง)

ส่วนข้อด้อยก็คือฟีเจอร์มันจะไม่ได้เยอะเท่า Email Marketing ตัวอื่น และการเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นๆ อาจจะยังมีน้อยอยู่

Benchmark Email

Benchmark Email เป็นเครื่องมือ Email marketing ที่มีฟังก์ชันพื้นฐานครบครัน ทั้ง Automation, Integration, A/B Testing ฯลฯ ใช้ทำมาหากินได้สบายๆ ในเวอร์ชันฟรีซึ่งสามารถส่งอีเมลหาคนติดตามได้ถึง 2,000 คน การใช้งานก็ค่อนข้างใช้ง่าย ในเวอร์ชันเสียเงิน จะราคาสูงกว่า MailerLite เล็กน้อย แต่มีฟีเจอร์มากกว่า

Drip

Drip เป็นเครื่องมือ Email Marketing ที่คนไทยน่าจะไม่ค่อยรู้จัก แต่จริงๆ แล้วเครื่องมือตัวนี้นั้นทรงพลังมาก

จุดเด่นของ Drip นอกเหนือจากการส่ง Email Marketing แบบธรรมดาก็คือการส่ง Email Marketing Automation ที่ทำให้คุณสามารถส่งอีเมลให้กับผู้ติดตามของคุณ ตามลักษณะการเปิด, การคลิ๊ก หรือการสั่งซื้อของผู้ติดตามแต่ละคนได้

จุดด้อยของ Drip คือราคาที่ค่อนข้างแพง

อ่านเพิ่มเติม: Email Marketing 101 ช่องทางดีๆ ที่มักถูกมองข้าม

SEO Tools

คนที่มาเจอคุณผ่าน Search Engine นั้นมีโอกาสที่จะเป็นลูกค้าของคุณค่อนข้างสูง เพราะว่าเขากำลังมีคำถาม หรือปัญหาในใจ ถ้าสินค้าของคุณตอบโจทย์เขา แน่นอนว่าเขาก็พร้อมจ่าย เครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้คุณเพิ่มโอกาสในการถูกเจอผ่าน Search Engine มากยิ่งขึ้น

Ahrefs

Ahrefs เป็นเครื่องมือ SEO ที่ Marketer อย่าง Neil Patel และ SEO Expert อย่าง Brian Dean (Backlinko) แนะนำอยู่เสมอๆ

สิ่งที่ Ahrefs ทำได้นั้นมีตั้งแต่การช่วยคุณวิเคราะห์ Off-page SEO ของเว็บไซต์ของคุณเอง รวมไปถึงการเช็คความยากของ Keyword, เช็คข้อมูลต่างๆ ของคู่แข่งของคุณ และเช็คคอนเทนต์ที่น่าสนใจ

ข้อด้อยของ Ahrefs คือราคาที่ค่อนข้างแพง (แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะ Ahrefs นั้น Crawl เพจต่อวันเป็นพันล้านหน้า!) 

เครื่องมือตัวนี้เหมาะสำหรับเอเจนซี่ที่โฟกัสเรื่องการทำคอนเทนต์ และการทำ SEO

SEMRush

SEMrush เป็นเครื่องมือ SEO อีกหนึ่งตัวที่ได้รับความนิยม ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ นั้นจะค่อนข้างคล้ายกับ Ahrefs

และเมื่อเทียบกับ Ahrefs แล้ว SEMrush มีราคาถูกกว่าพอสมควร 

Yoast (WordPress)

ถ้าคุณใช้ WordPress อยู่ Yoast เป็นหนึ่งใน Plugin ที่ดังที่สุดในเรื่องของการทำ On-page SEO

Plugin ตัวนี้ช่วยให้การเชื่อมต่อกับ Google Search Console, การสร้าง XML Sitemap และอื่นๆ อีกหลายอย่างเป็นเรื่องง่าย เรียกได้ว่าติด Plugin ตัวนี้ตัวเดียว แทบจะไม่ต้องใช้เครื่องมือ On-page SEO ตัวอื่นอีกเลย

ข้อด้อยของมันคือในส่วนของ Analysis นั้น มันไม่สามารถเช็คค่า On-Page SEO ในภาษาไทยได้

Yoast มีทั้งเวอร์ชั่นฟรี (ที่มีฟีเจอร์แทบจะเท่ากับเวอร์ชั่นเสียเงิน) และเวอร์ชั่นเสียเงิน (มีฟีเจอร์ Redirect manager, Multiple Focus Keyword, Social Preview และ Premium Support เพิ่มขึ้นมา)

อ่านเพิ่มเติม: 4 เทคนิคการทำ SEO ที่นักเขียนต้องรู้ และ ศาสตร์ และศิลป์แห่ง Off-page SEO วิธีการสร้าง Backlink แบบง่ายๆ พร้อมตัวอย่าง!

CRM Tools

รายชื่อ อีเมล และเบอร์โทรติดต่อลูกค้าไม่ควรจะอยู่บน Excel หรือใน Google Doc เครื่องมือเหล่านี้จะทำให้คุณบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าของคุณได้ดียิ่งขึ้นในแต่ละขึ้นของ Funnel

Insightly

Insightly เป็นเครื่องมือ CRM ที่มีคนใช้กว่า 1 ล้านคนทั่วโลก สาเหตุก็เป็นเพราะมันมีฟีเจอร์ครบครัน, เชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นๆ หลายตัว และสามารถใช้งานได้ฟรีสูงสุด 2 คน

ข้อด้อยของ Insightly ก็คือมันมีฟีเจอร์เยอะ เลยทำให้ใช้งานค่อนข้างยาก

Streak

Streak เป็นเครื่องมือที่สร้างบน Gmail จุดเด่นของมันก็คือการทำให้คุณสามารถทำ CRM ผ่าน Gmail ได้เลย และถ้าคุณใช้เองคนเดียว คุณสามารถใช้มันได้ฟรี แต่ถ้าคุณต้องการทำงานร่วมกับทีมของคุณด้วย คุณจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม ซึ่งมันเริ่มต้นที่ $19 ต่อคนต่อเดือน

Analytics Tools

คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าทุกสิ่งที่คุณทำมาได้ผล หรือไม่ได้ผลถ้าคุณไม่ได้เอาเอาผลลัพธ์ที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถูกต้อง เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณวิเคราะห์ข้อมูลการทำงานของคุณได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Google Analytics

Google Analytics เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเว็บไซต์ที่ Google เปิดให้ใช้งานได้ฟรี คุณสามารถวัดได้ตั้งแต่จำนวนคนเข้าเว็บไซต์ไปจนถึงยอดขายที่ทำได้เลยล่ะ

ถ้าคุณมีเว็บไซต์ Google Analytics เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่คุณควรจะต้องใช้

Hotjar

Hotjar เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ Heatmap (ดูว่าคนเข้าชมเว็บไซต์คลิ๊ก หรือเลื่อนเมาส์ไปที่ไหนบ้าง), อัดวีดีโอการใช้งานของคนเข้าชมเว็บไซต์ และอื่นๆ อีกหลายฟีเจอร์ที่ทำให้เหมือนกับว่าคุณยืนอยู่ข้างหลัง และดูคนใช้เว็บไซต์ของคุณอยู่เลยล่ะ

Hotjar ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่เอามาแทน Google Analytics แต่เป็นเครื่องมือที่เอามาเสริม

Collaboration Tools

ทำงานคนเดียวทำได้เยอะ แต่ถ้าทำงานเป็นทีมทำได้เยอะกว่า เครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานร่วมกับที่พวกเราอยากแนะนำ

Glip

Glip เป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกันที่มีฟีเจอร์หลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการ Chat, การใส่ Task, การใส่ Note และการสร้าง Calendar

พวกเราชอบเครื่องมือนี้มากๆ แต่ติดอยู่อย่างเดียวตรงที่ว่ามันสามารถใช้งานได้ฟรี (คุณจะเสียเงินก็ต่อเมื่อคุณต้องใช้ Video Call เป็นจำนวนมาก) และจากประสบการณ์ของพวกเรา ทำให้เราไม่ค่อยแน่ใจว่าการใช้งานได้ฟรีแบบแทบจะไม่มีลิมิตนั้นมันจะดีในระยะยาวไหม

Slack

Slack นั้นเป็นแอพพลิเคชัน Chat ที่เอาไว้ใช้สื่อสารในองค์กร คุณสามารถสร้าง Channel, แนบ file, mention คนในกลุ่มได้ นอกจากนั้นแล้วข้อดีของ Slack ก็คือการที่มันเชื่อมต่อกับเครื่องมือดังๆ อื่นๆ มากมาย

เวอร์ชั่นแบบฟรีของ Slack นั้นน่าจะพอให้คุณกับทีมของคุณใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

Trello

Trello เป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกันที่มาในรูปแบบของ Kanban Board ซึ่งคุณสามารถใช้ Trello ในการจัดการได้ตั้งแต่ชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน จนกระทั่งการวางแผนการท่องเที่ยว

ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณยังจัดการชีวิตได้ไม่ดีพอ ลองใช้ Trello ดูแล้วคุณจะพบว่าชีวิตคุณจะเป็นระบบขึ้นอีกเยอะเลย


Mindset ที่ถูก + Skill set ที่ใช่ + Tools ที่เหมาะสม จะช่วยให้งานของคุณเจ๋งขึ้นแน่นอน คอนเฟิร์ม!


หวังว่าคุณจะชอบเครื่องมือที่พวกเราแนะนำนะ : )

แบงค์/อร